9 ลำดับพิธีแต่งงานแบบไทย 9 ขั้นตอนที่เต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล

Thai news

เมื่อชายและหญิงสองคนได้คบหาดูใจกัน ได้มีโอกาสได้เรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกันดีแล้ว จนมั่นใจว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความสุข คนทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน

ตามธรรมเนียมของสังคมไทย เมื่อชายและหญิงได้ตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะนำผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ ให้เป็น “เถ้าแก่” ไปทาบทามพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเพื่อสู่ขอหญิงสาวมาเป็นเจ้าสาว โดยปกติแล้วจะมีการตกลงกันเรื่องสินสอดทองหมั้นด้วย หากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงตกปากรับคำแล้ว จากนั้นก็จะนำวันเดือนปีเกิดของทั้งสองฝ่ายไปดูฤกษ์ที่เหมาะสมในการจัดงานแต่งงาน

เมื่อวันแต่งงานมาถึง ก็จะมีขั้นตอนในพิธีแต่งงานเรียงตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่ 1. ทำบุญตักบาตร

พิธีนี้จะจัดในตอนเช้าโดยจะมีการอาราธนาพระสงฆ์จำนวน 9 รูป มาให้คู่บ่าวสาวได้ร่วมกันตักบาตร ตามคติโบราณที่ว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” จากนั้นพระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของทั้งคู่

ขณะที่คู่บาวสาวกำลังถือทัพพีตักบาตร สายตาหลายคู่จะจับจ้องที่มือของทั้งสอง เพราะมีคติโบราณอีกเช่นกันว่า “ใครถือทัพพีอยู่ด้านหน้าหรือด้านบน จะเป็นผู้นำครอบครัว”

ลำดับที่ 2. แห่ขันหมาก

เจ้าบ่าว พร้อมด้วยเถ้าแก่และพ่อแม่ จะเดินนำหน้าขบวนขันหมาก ซึ่งขบวนขันหมากจะประกอบไปด้วย ขันหมากเอก ขันหมากโท ขบวนสินสอดทองหมั้น ที่มีใบเงิน ใบทอง ใบนาค กลีบกุหลาบ กลีบดาวเรือง กลีบบานไม่รู้โรย ดอกมะลิ ดอกรัก ข้าวตอกดอกไม้ ขบวนขนม ผลไม้ ต้นกล้วย ต้นอ้อย ปิดท้ายด้วยขบวนกลองยาวและผู้ร่วมงานที่ฟ้อนรำสนุกสนานไปตามจังหวะดนตรี

ลำดับที่ 3. ประตูเงินประตูทอง

ในขณะที่ขบวนขันหมากกำลังเดินทาง ทางฝ่ายเจ้าสาวก็จะจัดขบวนรับขันหมาก โดยเด็กผู้หญิงของฝ่ายเจ้าสาวจะพากันมากั้นประตูเงินประตูทอง โดยใช้ดอกรักร้อยเป็นเส้น เข็มขัดเงิน เข็ดขัดทอง สร้อยเงิน สร้อยทอง

เมื่อขบวนขั้นหมากมาถึง การที่ขบวนจะผ่านไปได้ เจ้าบ่าว เถ้าแก่ พ่อแม่ ต้องจ่ายค่าเปิดทางนั้นเสียก่อน ซึ่งการกั้นประตูเงินประตูทองนี้อาจมีหลายชั้นมากๆ ต้องจ่ายซองเป็นค่าผ่านทางไปเรื่อยๆ และประตูสุดท้ายที่ใกล้ถึงตัวเจ้าสาวที่สุดคือประตูทอง ประตูนี้เจ้าบ่าวต้องจ่ายหนักที่สุดจนกว่าคนกั้นประตูทองจะพึงพอใจ

ลำดับที่ 4. เรียงสินสอด

เมื่อขบวนขันหมากสามารถผ่านประตูเงินประตูทองได้แล้ว จากนั้นก็จะนำพานทั้งหมดมาวางเรียงไว้ พ่อแม่และผู้อาวุโสฝ่ายหญิงจะเปิดพานสินสอดเพื่อนับสินสอดพอเป็นพิธี ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็จะช่วยกันโรยข้าวตอก ดอกไม้ ถั่ว งา ข้าวเปลือก ใบเงิน ใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอกลงบนสินสอด จากแม่ของฝ่ายเจ้าสาวก็จะห่อสินสอดด้วยผ้าพร้อมกับแบกขึ้นบ่าตามประเพณี ส่วนมากจะท่าแบกหนักมากเพื่อบอกว่าพึงพอใจในสินสอดมาก

ลำดับที่ 5. รับไหว้

คู่บ่าวสาวจะทำพิธีไหว้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย การไหว้ญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่นั้น จะต้องก้มกราบ 3 ครั้งไม่แบมือ ส่วนญาติคนอื่นให้กราบ 1 ครั้งไม่แบมือ เมื่อก้มกราบแล้วให้ส่งพานธูปเทียนแพให้ผู้ใหญ่ ท่านจะรับไว้และผูกข้อมือด้วยสายสิณจน์เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นเสมือนการรับเป็นคนในครอบครัว พร้อมกับให้พรและซองเงินเพื่อเป็นขวัญถุงให้กับคู่บ่าวสาว

ลำดับที่ 6. สวมแหวน

เมื่อถึงเวลาฤกษ์งามยามดี ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้ฤกษ์ 09.09 นาฬิกา ก็เป็นพิธีสวมแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงาน โดยให้ฝ่ายชายสวมแหวนให้กับฝ่ายหญิงเป็นอันดับแรก และหลังจากนั้นฝ่ายหญิงจะไหว้หรือกราบที่ตักของฝ่ายชาย และจะสวมแหวนให้ฝ่ายชาย

สำหรับแหวนที่ใช้ในพิธีนั้น โดยมากจะเป็นการเลือกมาแล้วโดยคู่บ่าวสาว ซึ่งอาจจะเป็นแหวนแต่งงานแบบเกลี้ยงหรือแหวนแต่งงานเพชร ก็ได้เช่นกัน

ลำดับที่ 7. รดน้ำสังข์

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ เริ่มจากการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และคู่บ่าวสาวขึ้นนั่งบนตั่ง เตรียมพิธีรดน้ำสังข์เพื่อเป็นการรับพรอันเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ประธานจะทำการสวมมงคลแฝดและเจิมหน้าผากของคู่บ่าวสาว และเริ่มรดน้ำสังข์ตามลำดับอาวุโส

เมื่อเสร็จพิธีแล้วประธานจะทำถอดมงคลแฝดโดยจะต้องถอดพร้อมกันและม้วนมงคลเข้าด้วยกันใส่ที่มือเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวก็ได้ พร้อมกล่าวอวยพร

ลำดับที่ 8. พิธีส่งตัว หรือ ปูที่นอน

พิธีปูที่นอนเป็นความเชื่อของคนไทยมาแต่โบราณว่า ผู้ที่มาปูเตียงจะเป็นคู่ที่มีชีวิตคู่มั่นคงยาวนานเป็นที่เคารพนับถือ โดยผู้ที่จะทำพิธีนี้จะต้องอาบน้ำชำระกายให้สะอาด

พิธีนี้มักเป็นที่รู้จักกันในนาม “พิธีส่งคู่บ่าวสาวเข้าหอ”

ลำดับ 9. ฉลองมงคลสมรส

งานฉลองมงคลสมรส มี 2 แบบ

แบบที่ 1 จัดเลี้ยงหลังจากพิธีทุกอย่างเรียบร้อย

ปกติพิธีแต่งงานจะเสร็จทุกขั้นตอนในช่วงเที่ยง ซึ่งก็เป็นเวลาที่ผู้ร่วมพิธีต้องรับประทานอาหารเที่ยงอยู่แล้ว ดังนั้นก็จัดพิธีฉลองมงคลสมรสในช่วงเวลานี้ไปพร้อมกัน

แบบที่ 2 เลี้ยงฉลองในช่วงเย็น

การเลี้ยงฉลองในช่วงเที่ยงสำหรับชีวิตคนเมืองแล้ว แขกเหรื่ออาจไม่สะดวกเพราะมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการจัดงานเลี้ยงในตอนค่ำจึงเหมาะกว่า รูปแบบงานเลี้ยงที่นิยม ได้แก่ คอกเทล โต๊ะจีน และบุฟเฟต์ เป็นต้น

คู่แต่งงานสมัยใหม่จะปิดท้ายช่วงดึกด้วย “อาฟเตอร์ปาร์ตี้” มีดนตรีสนุกๆ ให้เพื่อนฝูงของทั้งสองฝ่ายได้เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

พิธีแต่งงานแบบไทยๆ ซึ่งดูเรียบง่ายแต่ทุกขั้นตอนแฝงไปด้วยคติความเชื่อที่ดีๆ และเป็นสิริมงคลมาแต่โบราณ เจตนารมณ์ก็เพื่อให้คู่แต่งงานได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขไปอีกนานแสนนาน